วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

นก(Bird)


นก
จัดเป็นสัตว์มีกระดูกสันหลังชนิดหนึ่งซึ่งอยู่ในชั้น Aves (คำว่า Aves เป็นภาษาละติน หมายถึง นก) โดยมีลักษณะทั่วไปคือ เป็นสัตว์ทวิบาท ลือดอุ่น ออกลูกเป็นไข่ รยางค์คู่หน้า เปลี่ยนแปลงไปเป็นปีก มีขนนก และมีกระดูกที่กลวงเบา
ในปัจจุบันทั่วโลกมีนกอยู่ประมาณ 8,800 ถึง 9,800 ชนิด (ตามการจัดอนุกรมวิธานที่ต่างกัน) ซึ่งนับว่านกเป็นชั้นของสัตว์มีกระดูกสันหลังที่มีความหลากหลายมากที่สุด ในบรรดาชั้นของสัตว์มีกระดูกสันหลังทั้งหลายที่อาศัยอยู่บนพื้นดิน ความหลากหลายของนกนับเนื่องไปตั้งแต่ในเรื่องของขนาดตัว สีสัน เสียงร้อง อาหารการกิน และถิ่นที่อยู่อาศัย
นกเป็นสัตว์ที่มีความสำคัญเป็นอันมากทั้งต่อระบบนิเวศและต่อชีวิตมนุษย์ ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับนกเป็นไปอย่างแน่นแฟ้น และการเกื้อกูลกันระหว่างนกกับสรรพสิ่งต่าง ๆ ตามธรรมชาติก็เป็นไปอย่างแนบแน่น
[แก้ไข] นก ความหัศจรรย์ของการสร้างแห่งพระผู้เป็นเจ้า
อัลลอหฺพระผู้เป็นเจ้าได้บัญชาให้มนุษย์ไตร่ตรองเรื่องการสร้างของพระองค์ เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันว่าพระองค์ทรงมีอยู่จริง พระองค์ทรงยกเอานกและการบินของนกเป็นอุทาหรณ์ที่บ่งบอกถึงการสร้างของพระผู้ทรงมีความสามารถ เป็นหลักฐานที่บ่งบอกแน่ชัดว่า นกไม่ได้มาจากปลาที่พัฒนาปีกของตนขึ้นมาเองแล้วบินไปในท้องฟ้าอย่างที่พวกดาร์วินิสต์เชื่อกัน
”พวกเขาไม่ได้เห็นนกที่อยู่เบื้องบนพวกเขาดอกหรือ? พวกมันกางปีกและหุบปีก ไม่มีผู้ใดจะจับดึงพวกมันได้ นอกจากพระผู้ทรงกรุณาปราณี แท้จริงพระองค์ทรงมองเห็นทุกสรรพสิ่ง” (อัลกุรอาน 67:19)
การบินของนกเป็นความมหัศจรรย์ที่มนุษย์ในอดีตและปัจจุบันพยายามขบคิดอยู่ตลอดเวลา ในอดีต การบินเป็นปริศนาสำหรับมนุษย์ และพวกเขาพยายามค้นหาคำตอบตลอดมา ในเวลาปัจจุบันเมื่อมนุษย์ได้ค้นพบวิธีการบินแล้ว มนุษย์ก็ยังฉงนต่อกลไกของปีกนก เพราะมนุษย์ยังไม่สามารถสร้างปีกเครื่องบินให้ได้เท่าเทียมกับปีกนกได้
ในเวลาหลายปีที่ผ่านมา มนุษย์ได้สร้างเครื่องบินและปรับปรุงปีกเครื่องบินให้ดีขึ้นโดยการศึกษาปีกของนก ความโค้งของปีกนกทำให้เกิดแรงยกที่ต้องการเพื่อต้านแรงโน้มถ่วงที่ดึงลงมา แต่เมื่อเอียงปีกขึ้นมากเกินไป จะเกิดการติดขัดขึ้นได้ เพื่อเลี่ยงการติดขัดนี้ ที่ขอบหน้าของปีกนกจึงมีแถวขนซึ่งจะโผล่ออกเมื่อมุมเอียงของปีกมีมากขึ้น แผ่นขนเหล่านี้จะคงรักษาแรงยกไว้โดยกันไม่ให้กระแสอากาศแยกจาก พื้นผิวปีก อีกสิ่งหนึ่งที่จะควบคุมลมแปรปรวน และป้องกัน “การติดขัด” คือ ขนอะลูลา ขนนกกระจุกเล็กๆ ซึ่งนกจะกระดกขึ้นได้เหมือนนิ้วหัวแม่มือ
ตรงปลายปีกของทั้งนกและเครื่องบินจะมีกระแสอากาศวนเกิดขึ้นและทำให้เกิดแรงต้าน นกจะ ลดแรงต้านนี้โดยสองวิธี นกบางชนิด เช่น นกแอ่นและนกอัลบาทรอสมีปีกที่ยาวเรียงปลายแหลม ปีกแบบ นี้จะขจัดกระแสอากาศวนได้เกือบหมด นกชนิดอื่น เช่น เหยี่ยวตัวใหญ่และนกแร้งมีปีกกว้างซึ่งจะทำให้เกิดกระแสวนได้มาก แต่นกจะแก้ปัญหานี้ด้วยการกางขนที่ปลายปีกออกกว้างเหมือนกางนิ้วมือ โดยวิธีนี้ทำให้ปลายปีกที่ไม่แหลมกลายเป็นปลายแหลมหลาย ๆ แฉกซึ่งจะลดกระแสอากาศวนและแรงต้าน
นักออกแบบเครื่องบินได้นำรูปแบบต่าง ๆ ของปีกนกเหล่านั้นไปใช้ ในการพัฒนาปีกเครื่องบิน ความโค้งของปีกเครื่องบินทำให้เกิดแรงยกตัว ปีกเล็ก และกระโดงต่าง ๆ ช่วยควบคุมกระแสอากาศ หรือเป็นตัวช่วยห้ามล้อ เครื่องบินลำเล็กบางชนิดลดแรงต้านที่ปลายปีกโดยการติดแผ่นแบนตั้งฉากกับพื้นผิวปีก อย่างไรก็ตาม ปีกเครื่องบินที่มนุษย์สร้างขึ้นนั้น ก็ยังไม่อาจเทียบกับกลไกอันมหัศจรรย์ในปีกนกได้
เรียบเรียงโดย นัชมุดดีน ตอฮีรี

นบีสุไลมานกับ ยิว


นบีสุไลมานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคำกล่าวอ้างของพวกเขา(ยิว)
มีทฤษฎีมากมายเกี่ยวกับฟรีเมสัน ในฐานะมุสลิมเราสมควรที่จะยอมรับเฉพาะสิ่งที่มีหลักฐานยืนยันจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ฟรีเมสันมีวาระที่พวกเขาจำต้องทำงานกันอย่างต่อเนื่อง จุดกำเนิดของความเชื่อของพวกเขานั้นอ้างถึงท่านนบีสุลัยมานอลัยฮิสลาม พวกเขาอ้างว่ารอบบริเวณมัสยิดอัลอักซอเป็นที่ตั้งวิหารของนบีสุลัยมาน พวกเขาพยายามที่จะค้นหาบางสิ่งที่ถูกฝังเอาไว้ใต้มัสยิดอัลอักซอ ต่อจากนี้เราจะได้ทราบเรื่องราวของพวกเขาผ่านการบอกเล่าที่ถูกกลั่นกรองมาจากชีวประวัติของนบีสุลัยมาน
ท่านนบีสุลัยมานได้รับความโปรดปราณจากอัลลอฮฺด้วยอำนาจเวทย์มนต์ไสยศาสตร์ ซึ่งชาวยะฮูดได้อ้างว่าการใช้เวทย์มนต์ไสยศาสตร์นั้นเป็นการทำตามแบบอย่างของนบีสุลัยมาน ในคัมภีร์ของชาวยิวบอกไว้ว่านบีสุลัยมานได้ใช้ประโยชน์จากไสยศาสตร์ผ่านasmodeus อัสโมดีอุส ซึ่งเป็นหัวหน้าของชัยตอน เขาได้สั่งการให้ลูกน้องของเขาก่อสร้างวิหารให้นบีสุลัยมาน และได้สอนวิชาไสยศาสตร์ให้แก่นบีสุลัยมาน เขาสื่อสารกับสุลัยมานด้วยพิธีกรรมและรหัสลับต่างๆซึ่งกลุ่มฟรีเมสันได้รับสืบทอดมาจากสมัยของนบีสุลัยมาน คุณจะพบว่าพวกเขามีแนวความคิดต่างๆอ้างอิงถึงวิหารของโซโลมอนซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจสูงสุดของพวกเขา ไม่ว่าการใช้ไสยศาสตร์จากคาบาลา หรือจากที่แห่งใดก็ตามพวกเขาได้เรียนก็ถือได้ว่าเป็นการทำตามแบบอย่างของนบีสุลัยมาน ทว่าสิ่งที่พวกเขากล่าวอ้างนั้นล้วนเป็นการสืบสานกันมาจากลูกหลานในเชื้อสายยิวมิได้มีส่วนโยงไปถึงนบีสุลัยมานแต่อย่างใด ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วพวกเขาได้เรียนมาจากที่ใดจนตกทอดมาถึงยุคปัจจุบัน เรามิได้กล่าวถึงมายากลง่ายๆเช่นการซ่อนเหรียญ แต่เป็นไสยศาสตร์ที่เป็นอันตราย วิทยากลซึ่งใช้กันในสมัยของฟิรเอาวน์ เป็นวิทยากลที่ใช้ในการลวงตา ส่วนวิทยากลที่พวกเขาได้เรียนจากบาบิโลนคือวิทยากลที่ใช้ในการสะกดจิต ในประวัติศาสตร์ชาวยิวถูกกวาดล้างโดยเนบูคัตเนสซาร์ ซึ่งอัลลอฮฺลงโทษชาวยิวโดยในครั้งนั้นถือเป็นจุดที่ชาวยิวถูกตัดออกจากสารบบศาสนาอันบริสุทธ์ของอัลลอฮฺ ศาสนาของพวกเขาถูกบิดเบือนไปจากคัมภีร์ดั้งเดิมของพวกเขาในศาสนายูดายโดยฝีมือของเหล่ารับไบซึ่งมีอิทธิพลอยู่ในบาบิโลน จากฮาดีษที่อบูซัรได้ถามถึงบ้านของอัลลอฮฺหลังแรกบนแผ่นดินซึ่งนบีมูฮัมมัด(ซ.ล.)บอกว่านั่นมัสยิดฮะรอม ส่วนหลังที่สองคือมัสยิดอัลอักซอ ซึ่งระยะเวลาสร้างห่างกัน40ปี ซึ่งเป็นช่วงระหว่างชีวิตของนบีอิบรอฮีมและยะกูบอลัยฮิสลาม เมื่อถึงยุคสมัยของนบีสุไลมานท่านได้ขยายอาณาบริเวณมัสยิดอัลอักซอจนกว้างขวาง ซึ่งอยู่ใกล้กับบริเวณวังของท่าน ซึ่งพวกยิวได้อ้างถึงตำนานต่างๆของวิหารแห่งนี้ล้วนบิดเบือนออกไปจากความจริง อัลลอฮฺได้กล่าวไว้ในซูเราะฮฺบะกอเราะอายะฮฺที่101-102ว่า
และเมื่อใดก็ตามที่รอซูลจากอัลลอฮ์มายังพวกเขา เป็นผู้ยืนยันคัมภีร์ที่มีอยู่กับพวกเขา ชาวคัมภีร์กลุ่มหนึ่งก็จะโยนคัมภีร์ของอัลลอฮ์ไว้ข้างหลัง ประหนึ่งว่าพวกเขาไม่รู้อะไร
และ (แทนที่จะปฏิบัติตามกุรอาน) พวกเขาได้เริ่มปฏิบัติตาม (วิทยากล) ที่พวกวายร้ายได้อ้างอย่างผิด ๆ ว่ามันมาจาก (ความยิ่งใหญ่แห่ง) อาณาจักรสุลัยมาน ทั้งที่ความจริงแล้ว สุลัยมานมิได้เกี่ยวข้องกับการปฏิเสธ แต่พวกมารร้ายที่พร่ำสอนวิชาไสยศาสตร์ให้แก่ผู้คนต่างหากที่ปฏิเสธ พวกเขาปฏิบัติตามสิ่งที่ถูกส่งมายังฮารูตและมารูต มลาอิกะฮ์สองคนที่บาบิล (บาบิโลน) เมื่อใดก็ตามที่มลาอิกะฮ์ทั้งสองได้สอนไสยศาสตร์แก่ผู้ใด เขาทั้งสองจะเตือนล่วงหน้าไว้อย่างชัดเจนว่า เราเป็นเพียงการทดลองอย่างหนึ่งเท่านั้น ดังนั้น พวกท่านจงอย่าปฏิเสธ แต่ถึงแม้จะเตือนแล้ว คนเหล่านั้นก็ได้เรียนจากมลาอิกะฮ์ทั้งสองซึ่งวิชาที่เป็นสาเหตุให้เกิดการ แตกแยกระหว่างสามี และคู่ครองของเขา ถึงแม้จะเห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่สามารถทำอันตรายแก่ผู้ใดโดยใช้ไสยศาสตร์ได้ หากปราศจากการอนุมัติของอัลลอฮ์ แต่พวกเขาก็ยังคงเรียนสิ่งที่ให้โทษแก่พวกเขาและไม่ได้ให้คุณแก่พวกเขา ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขารู้ดีว่าผู้ใดที่ซื้อวิชานี้จะไม่มีส่วนใดในปรโลกสำหรับเขาเลย ช่างชั่วช้าเสียนี่กระไร สำหรับสิ่งที่พวกเขาได้ขายตัวของพวกเขาไป เพื่อมัน ถ้าหากว่าพวกเขารู้

นักตัฟซีรกล่าวว่านบีสุลัยมานทราบว่าผู้คนได้เรียนรู้ไสยศาสตร์จาชัยตอนและใช้ในทางที่ชั่ว นบีสุลัยมานท่านจึงสั่งเก็บคัมภีร์ต่างๆที่ผู้คนได้เรียน และนำไปเผาและฝังเอาไว้ ส่วนใครที่เรียนไสยศาสตร์ก็จะถูกประหารชีวิต เพื่อไม่ให้มีใครอาจร่ำเรียนและทดลองวิชาไสยศาสตร์อีกต่อไป
อ้างอิงจากงานของอิบนุกะษีร อัลบิดายะ วะนิฮายะ (จุดเริ่มต้นและจุดจบ)
นบีสุลัยมานได้รับอำนาจปกครองควบคุมชัยตอนจากอัลลอฮฺทว่าผู้คนต่างแพร่ข่าวลือว่านบีสุลัยมานได้ใช้วิชาไสยศาสตร์เพื่อควบคุมชัยตอน อัลลอฮฺได้โต้แย้งพวกเขาด้วยอายะฮฺกุรอานข้างต้น ว่านบีสุลัยมานมิได้ใช้ไสยศาสตร์ ทว่าพวกปฏิเสธศรัทธาต่างหากที่ได้เรียนไสยศาสตร์จากชัยตอน ในกุรอานอัลลอฮฺได้แย้งด้วยผู้ที่สอนและแหล่งที่มาของไสยศาสตร์ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่แท้จริง ซึ่งกุรอานได้บอกชัดเจนว่า วิชานี้เริ่มต้นใช้กันในบาบิโลนต่างหาก เมื่ออ่านกุรอานก็ควรรับฟังข้อมูลให้ครบถ้วน ฮารูตและมารูตเป็นมลาอิกะฮฺที่มาสอนเวทย์มนต์แก่มนุษย์ และเขาได้ย้ำแก่มนุษย์ว่าสิ่งนี้เป็นการทดสอบ(ฟิตนะ)เพื่อให้เขาไม่ปฏิเสธการศรัทธา ทว่ามนุษย์กับนำไปใช้เพื่อตอบสนองอารมณ์ใฝ่ต่ำของพวกเขา มลาอิกะฮฺที่มาสอนมิได้ฝ่าฝืนคำสั่งของพระองค์ วิชานี้จึงได้สืบทอดกันต่อไปในลูกหลานของพวกเขา ส่วนใหญ่พวกเขาใช้เพื่อทำให้สามีภรรยาแตกแยกกัน วิชาไสยศาสตร์สามารถใช้กับสิ่งอื่นๆได้อย่างหลากหลาย เช่นการนำวัตถุแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกายของคน ในฮาดีษหนึ่ง ชาวยิวได้ใช้ไสยศาสตร์กับท่านรอซูลและนำของไปทิ้งไว้ในบ่อน้ำ เนื่องจากเวทย์มนต์สามารถทำให้มนุษย์มีอำนาจเหนือธรรมชาติได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ตั้งล้ออนุมัติให้มันเกิดขึ้น
อัลลอฮฺได้สอนวิธีในการรักษาผลของเวทย์มนต์ด้วยซูเราะฮฺอันนาส เวทย์มนต์นั้นเป็นสิ่งที่เป็นอันตรายและไม่ก่อประโยชน์ เหล่าพ่อมดหมอผียอมแลกตัวเองให้ได้รับผลประโยชน์จากเวทย์มนต์ พวกเขาใช้มันเพื่อทำร้ายและหลอกลวงผู้คน ในพิธีกรรมของพวกเขาจำต้องใช้สิ่งต่างๆในการทำสัญญากับญิน เช่น เส้นผม ชิ้นส่วนมนุษย์ งู เลือด แมลง ผู้คนเหล่านี้ได้ร่ำเรียนในสิ่งที่อัลลอฮฺไม่ได้สั่งใช้ ท่านอุมัรได้เคยส่งคนนำสารไปทั่วหัวเมืองเพื่อประกาศห้ามการทำมาหากินของนักไสยศาสตร์ซึ่งเป็นการงานของชัยตอน ฮะดีษหนึ่งนบีได้บอกว่า ชัยตอนจะไปรายงานผลงานของตนแก่หัวหน้าของมัน และแจ้งข่าวดีแก่หัวหน้าว่า ฉันสามารถทำให้สามีภรรยาแตกแยกกันได้ หัวหน้าจึงกล่าวชมเชยมัน
อัลลอฮฺได้ตอบรับดุอาของนบีสุลัยมาน ซึ่งท่านได้ขอให้อาณาจักรของท่านเป็นอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ซึ่งไม่มีผู้ใดสามารถทำได้อีก อาณาจักรของท่านเป็นอาณาจักรที่พิเศษอย่างที่สุด ท่านมีอำนาจปกครองชัยตอน ซึ่งพวกมันต้องทำงานรับใช้ท่านในงานที่มนุษย์ทำได้ยาก แต่ยะฮูดีได้กล่าวหานบีสุลัยมานว่าถูกครอบงำโดยชัยตอน ซึ่งความจริงท่านได้รับอำนาจปกครองพวกมัน เมื่อท่านกลับสู่ความเมตตาของอัลลอฮฺและปลวกได้กัดกินไม้เท้าที่ท่านใช้ค้ำยัน จนร่างของท่านล้มลง ชัยตอนที่ทำงานรับใช้ท่านมาตลอดถึงจะรู้ตัว อัลลอฮฺได้กล่าวไว้ในกุรอานเพื่อตอบโต้ยะฮูด ด้วยอายะฮฺที่ว่า
พวกเขา (ญิน) ทำงานให้เขา (สุลัยมาน) ตามที่เขาต้องการ (เช่นสร้าง) ปราสาทหลายแห่งที่สูงตระหง่าน และบรรดาหุ่นจำลอง และบรรดาโคมใส่อาหารมีขนาดเท่าบ่อน้ำและบรรดาหม้อสำหรับหุงอาหารตั้งอยู่กับ ที่ พวกเจ้าจงทำงานเถิด วงศ์วานของดาวู๊ดเอ๋ย! ด้วยการขอบคุณ และส่วนน้อยแห่งปวงบ่าวของเราที่เป็นผู้ขอบคุณ
ครั้นเมื่อเราได้กำหนดความตายแก่เขา มิได้มีสิ่งใดบ่งชี้แก่พวกเขาถึงความตายของเขา นอกจากปลวกใต้ดินแทะกินไม้เท้าของเขา ดังนั้น เมื่อเขาล้มลงพวกญินก็รู้อย่างชัดแจ้งว่า หากพวกเขารู้ในสิ่งพ้นญาณวิสัยแล้ว พวกเขาจะไม่ต้องมาทนทุกข์ทรมานที่น่าอดสูเช่นนี้
ซูเราะอัซซะบา 13-14
ซึ่งพวกเขาอ้างว่าญิณสามารถรู้สิ่งเร้นลับหรือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หากพวกญิณสามารถรู้อนาคตได้คงไม่ถูกลงโทษอย่างน่าอัปยศเช่นนี้ สิ่งที่ลัทธินี้กำลังปฏิบัติสืบทอดกันมาล้วนวางอยู่บนรากฐานแห่งความบิดเบือน ซึ่งทำให้ผู้คนหลงผิด ในที่สุดแล้วการงานของพวกเขาก็จะประจักษ์ชัดถึงความล้มเหลวอย่างแน่นอน

เรียบเรียงจาก
Ibn yaseen anti shaytaan product

กำแพงเหล็กซุลกอรนัยน์


เรียบเรียงโดย นัชมุดดีน ตอฮีรี

เรื่องจริงหรือนิยายกำแพงเหล็กซุลกอรนัยน์
กำแพงเหล็กที่ซุลกอรนัยน์ได้สร้างขึ้นมาเป็นเวลานานแล้วดังปรากฏในอัล กุรอานซูเราะฮฺกะฟิกับคำสัญญาของอัลลอฮฺที่ว่า
เขากล่าวว่า นี่คือความเมตตาจากพระผู้เป็นเจ้าของฉัน ดังนั้น เมื่อสัญญาของพระผู้เป็นเจ้าของฉันมาถึงพระองค์จะทรงทำให้มันพังทลาย และสัญญาของพระผู้เป็นเจ้าของฉันนั้นเป็นจริงเสมอ
ในปี ค.ศ. 643 อาณาจักรอิสลามแผ่ขยายไปถึง เดอร์เบนท์ ในดินแดนดาเกสตาน คอร์เคซัส คอลิฟะฮฺอุมัรได้ส่งกลุ่มนักสำรวจมุสลิมออกไปเพื่อค้นหา กำแพง ที่สร้างขึ้นโดยซุลกอรนัยน์ ซึ่งได้มีการกล่าวถึงในซูเราะฮฺอัลกะฮฺฟิ กำแพงนี้มีวัตถุประสงค์ดำริให้สร้างขึ้นเพื่อป้องกันผู้คนจาก ญะยูจ (ก๊อก) และ มะยูจ(มาก๊อก) หลังจากได้รับรายงานการค้นจากกลุ่มนักสำรวจ คอลิฟะฮฺอุมัร จึงสรุปว่า กำแพงนั้น ตั้งอยู่ที่ เดอร์เบนท์ ฮาฟิซอิบนุกะซีร กล่าวถึงซุรกอรนัยน์ว่า เป็นกษัตริย์ผู้เคร่งครัดอยู่ในศาสนาท่านหนึ่ง ผู้มีชีวิตร่วมยุคสมัยเดียวกับศาสดาอิบรอฮีม และท่านได้ร่วมเดินตอวาฟรอบกะบะพร้อมกับศาสดาอิบรอฮีมอีกด้วยกษัตริย์ท่านนั้นน่าจะเป็นกษัตริย์ผู้ปกครองสองดินแดนของชาวมีเดียนและชาวเปอร์เซียซึ่งร่วมยุคสมัยกันกับอาณาจักรบาบิโลนที่ท่านนบีอิบรอฮีมอาศัยอยู่ เขาขยายอาณาจักรออกไปในทิศทางเดียวกับที่กุรอานบอกนั่นคือด้านทิศตะวันออก ตะวันตกและทิศเหนือ ท่านยึดถือพระเจ้าเพียงองค์เดียว ในศาสนาที่ท่านได้รับเวลานั้นคือโซโรแอสเตอร์อันบริสุทธ์
มีบางคนอ้างว่าซุลกอรนัยน์คือ alexander the great อันเนื่องมาจากเขาขยายอาณาจักรจนไปพบกับกำแพงแห่งหนึ่งในเดอร์เบนท์ และให้ชื่อใหม่ว่า gate of alexander ซึ่งเดิมทีก่อนหน้านี้ ที่นี่มีชื่อว่า Caspian Gates
เนื่องมาจากนิยายลวงโลกที่ว่า เขาต้องการคุมขังประชาชาติอันชั่วช้า ก๊อกและมาก๊อก ไว้เบื้องหลังกำแพงเหล็ก อันไปคล้ายคลึงกับบทบาทของซุลกอรนัยน์ในกุรอาน มันมาทีหลังชัดชัด แถมยังเป็นพวกบูชาเทพเจ้าหลายองค์อีกด้วย
การสำรวจของนักสำรวจในยุคปัจจุบัน อย่างมาร์โคโปโลและคณะเดินทางของเซอร์จอนแมนเดอวิลกลับไม่พบประชาชาติที่ถูก คุมขังเหล่านั้น อย่างไรก็ตาม เซอร์จอน เชื่อว่าประชาชาตินี้คือเผ่าที่สิบสองของประชาชาติอิสราเอลซึ่งถูกคุมขังอยู่และจะทลายกำแพงออกมาช่วยยิวกำจัดพวกคริสเตียนในยุคสุดท้าย
แม้กระทั่งในมหากาพย์ลวงโลกอย่างลอร์ดออฟเดอะริงก็นำเค้าโครงเรื่องราวของ กำแพงแห่งนี้ไปสร้างนิยายมาแล้วโดยตั้งชื่อกำแพงแห่งหนึ่งซึ่งสร้างขึ้น ระหว่างช่องแคบเพื่อป้องกันการรุกรานว่าแบล็กเกตออฟมอร์ดอร์
ความรู้เพิ่มเติมแด่ผู้อ่าน: ดา เกสตานตั้งอยู่ใกล้กับเชชเนีย เชเชนย่า ทั้งสองเป็นรัฐอิสลามซึ่งตั้งอยู่ในคอเคซัสซึ่งถูกครอบครองโดย U.S.S.R. ตั้งอยู่ระหว่างทะเลดำและทะเลแคสเปี้ยน และดินแดนแห่งนี้มีหลักฐานทางอารยธรรมซึ่งบ่งบอกว่ามีคนตั้งถิ่นฐานก่อนคริ สตกาลถึงสองพันปี ดินแดนแห่งนี้ถูกรุกรานนับครั้งไม่ถ้วนมากว่าสหัสวรรษ และเคยเป็นเป้าหมายในการครอบครองโดยเยอรมันนีเพราะเป็นแหล่งทรัพยากรน้ำมัน ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
http://www.islam-is-the-only-solution.com/gmz.htm
http://en.wikipedia.org/wiki/Caucasian_wall

วันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

อิมาม บุคอรียฺ


อิมาม บุคอรียฺ
เจ้าของหนังสือหะดีษอันดับหนึ่ง

เรียบเรียงโดย อิบนู ซอและห์ ตอฮีรี
หลังจากยุคของเหล่าเศาะฮาบะฮ์ผู้ทรงเกีรยติ อิมาม บุคอรีย์นับเป็นปราชญ์ที่โดดเด่นมากที่สุดคนหนึ่ง ที่ได้มอบความปลื้มติให้กับอุมมะฮ์อิสลาม หลักฐานอันสำคัญที่สุดในเรื่องนี้ก็คือตำรับตำราหะดีษที่ท่านได้รวบรวมไว้ซึ่งเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปในชื่อ เศาะฮีย์ อัล บุคอรีย์ อันเป็นที่ถูกยอมรับกันโดยทั่วไปว่าเป็นหนังสือที่ถูกต้องมากที่สุดรองจากอัล กุรอาน
ชีวิตในวัยเด็ก
อิมาม อบู อับดุลลอฮ์ มูฮัมมัด บิน อิสมาอีล อัล บุคอรีย์เกิดในวันที่ 13 เดือนเชาวัล ปี194 ฮิจญ์เราะฮ์ศักราช ในเมืองแห่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงคือเมืองบุคอรอปัจจุบันอยู่ในประเทศอุเบกิสถาน บิดาของอิมาม บุคอรีย์มีชื่อว่า อิสมาอีล บิน มุฆีเราะฮ์ อัล ญะอ์ฟีเป็นปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ในวิชาหะดีษและเป็นผู้ที่มีความสมถะ อิมามบุคอรีย์ได้รับมรดกอันเป็นคุณลักษณะพิเศษในด้านความกระตือรือร้นและความเป็นเลิศในงานวิชาการ
อิมาม บุคอรีย์ สูญเสียบิดาขณะที่อายุยังน้อย ดังนั้นมารดาของท่านจึงรับภาระหน้าที่ทั้งหมดในการเลี้ยงดู อิมาม บุคอรีย์กลายเป็นคนตาบอดตั้งแต่เยาว์วัย เขาได้ไปหาหมอที่มีความเชี่ยวชาญและมีชื่อเสียงในขณะนั้นแต่การรักษาของหมอกลับไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ แม่ของเขาเป็นผู้เคร่งครัดในการทำอิบาดะฮ์และเป็นผู้หญิงที่มีคุณธรรมสูงส่ง นางร้องไห้ขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์เพื่อลูกของนางและได้วิงวอนให้ลูกชายสามารถมองเห็นได้ดังเดิม จนในที่สุด สายธารแห่งความเมตตาได้หลั่งไหลมายังนาง ด้วยการที่อัลลอฮ์ทรงตอบรับการวิงวอน ในคืนหนึ่งนางเห็นท่านนะบีอิบรอฮีม อะลัยฮิสลามในความฝันและพูดว่า อัลลอฮ์ทรงทำให้การมองเห็นของลูกเธอกลับสู่สภาพเดิมอีกครั้งเพราะการวิงวอนของเธอ ในตอนเช้าเมื่ออิมาม บุคอรีย์ตื่นขึ้นมาจากที่นอน เขาสามารถมองเห็นแสงริบหรี่
การศึกษาขั้นพื้นฐานและความสนใจในวิชาหะดีษ
เมื่ออิมาม บุคอรีย์อายุได้ 10 ขวบท่านจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ท่านได้หันมาสนใจในวิชาหะดีษและได้รับอนุญาตให้เข้าชั้นเรียนวิชาหะดีษในบุคอรอ ท่านตั้งใจเรียนอย่างแข็งขัน หนึ่งปีต่อมาท่านสามารถจดจำตัวบทและสายรายงานหะดีษได้เป็นอย่างดี จนบางครั้งครูผู้สอนยังต้องตรวจความถูกต้องของหะดีษจากท่าน อิมามบุคอรีย์สามารถศึกษาความรู้ศาสนาด้วยความฉลาดและความว่องไว เมื่ออายุครบ 16 ปีท่านสามารถท่องจำหนังสืออัลวากิ๊อฺ ของอับดุลลอฮ์ อิบนุ มุบาร๊อก ได้ทั้งเล่ม และหนังสือเล่มอื่นๆของผู้รู้ที่เป็นสหายของอบู หะนีฟะฮ์
การเริ่มต้นในการรวบรวมหะดีษ
เมื่ออายุได้ 18ปีอิมาม บุคอรีย์ได้เดินทางไปมักกะฮ์พร้อมกับมารดาและพี่ชายของท่านที่ชื่อ อะห์มัด อิบนุ อิสมาอีล หลังจากเสร็จสิ้นการทำฮัจญ์ พี่ชายได้กลับไปพร้อมกับมารดาของเขาแต่อิมาม บุคอรีย์ยังคงอยู่ที่นั่นเพื่อศึกษาต่อในระดับสูง ในระหว่างนั้นท่านได้เขียนหนังสือที่มีชื่อว่า เกาะฎอยา อัศ เศาะฮาบะฮ์ วัต ตาบิอีนหลังจากนั้น ได้เดินทางไปยังมะดีนะฮ์เพื่อเรียบเรียงหนังสือ อัต ตารีค อัล กะบีร อันโด่งดัง
เป็นเวลาหลายปีที่อิมาม บุคอรีย์ได้ออกเดินทางไกลเพื่อเสาะหาสายรายงานหะดีษและได้เพิ่มความรู้อันมากมาย เขากล่าวว่าเพื่อแสวงหาความรู้ ฉันเดินทางไปทั้งอียิปต์ และซีเรียสองครั้ง บัสเราะฮ์ 4 ครั้ง และใช้เวลา 6 ปีอยู่ที่ฮิญาซ อีกทั้งได้ร่วมเดินทางกับอุละมาอ์หะดีษไปยังกูฟะฮ์และบัฆดาดในหลายโอกาส
ความจำอันยอดเยี่ยม
อิมาม บุคอรีย์เป็นผู้ที่มีความจำที่เป็นเลิศ ราวกับว่าทั้งร่างกายของเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าเต็มไปด้วยข้อมูล ความจำอันยอดเยี่ยมของเขา ทำให้เรานึกถึงอบูฮุรอยเราะฮ์ รดิยัลลอฮุ อันฮุ ท่านสุไลมาน อิบนุ มุญาฮิด กล่าวว่า วันหนึ่ง ฉันได้นั่งร่วมกับ มุฮัมมัด อิบนุ สลาม เขากล่าวว่า ถ้าท่านมาเร็วกว่านี้หน่อย ฉันจะให้ท่านดูเด็กคนหนึ่งที่จำหะดีษถึง 70,000 หะดีษ สุไลมานลุกขึ้นและเริ่มมองหาอิมาม บุคอรีย์ สักพักเขาก็พบอิมาม บุคอรีย์และถามว่า ท่านคนเดียวจำหะดีษได้ตั้ง 70,000 หะดีษเชียวหรือ? อิมาม บุคอรีย์ตอบว่า ฉันได้ศึกษาหะดีษมากว่าที่ท่องจำนี้เสียอีก ฉันรู้แม้กระทั่งสถานที่เกิด ตาย และที่อยู่ของเหล่าเศาะฮาบะฮ์ได้มากที่สุดถึงบุคคลที่ถูกรายงานไว้ในหะดีษ

เช่นเดียวกัน มุฮัมมัด อิบนุ อัซฮัร อัส ซาญิสตานี่ กล่าวว่า ฉันเคยไปหาสุไลมาน อิบนุ ฮัรบ์พร้อมกับอิมาม บุคอรีย์เพื่อที่จะฟังหะดีษ ฉันบันทึกหะดีษ แต่อิมาม บุคอรีย์กลับไม่ทำอย่างนั้น มีคนพูดกับฉันว่า ทำไมอิมาม บุคอรีย์ถึงไม่บันทึกหะดีษลงไป? ฉันบอกกับเขาว่า ถ้าเจ้าพลาดที่จะบันทึกหะดีษใดแล้ว เจ้าสามารถเอามันจากความจำของอิมาม บุคอรีย์
เหลียวมองชีวิตส่วนตัวของเขา
ความเรียบง่ายและความถ่อมตัว
อิมาม บุคอรีย์เป็นคนเรียบง่ายและทำงานหนัก ท่านมักจะทำงานต่างๆด้วยตัวท่านเอง แม้ว่าจะมีความร่ำรวนและสถานะที่มีเกียติ ท่านมีลูกจ้างจำนวนน้อยมากตามความจำเป็นเท่านั้นและตัวเขาไม่เคยหมกมุ่นอยู่กับเรื่องเหล่านี้ มุฮัมมัด อิบนุ ฮาติม อัล วัรรอกซึ่งเป็นศิษย์เอกคนหนึ่งของเขากล่าวว่า อิมาม บุคอรีย์ทำห้องเช่าใกล้กับเมืองบุคอรอและกำลังก่ออิฐด้วยมือท่านเอง ฉันรีบเร่งมาหาและกล่าวว่า ท่านหยุดเถอะ ปล่อยที่เหลือให้ฉันทำเอง แต่ท่านกลับตอบว่า ในวันแห่งการตัดสินการ งานนี้จะเป็นประโยชน์กับฉัน
วัรรอกกล่าวต่อไปว่า เมื่อเราร่วมเดินทางไปกับอิมาม บุคอรีย์ ท่านจะให้พวกเราอยู่รวมกันในห้องหนึ่งส่วนตัวท่านเองจะอยู่อีกห้องหนึ่ง ครั้งหนึ่งฉันเห็นอิมาม บุคอรีย์ตื่นขึ้นมาในช่วงกลางดึกประมาณ 15-20 ครั้งและทุกๆครั้งเขาได้จุดไฟขึ้น เขาเอาหะดีษออกมาแล้วทำเครื่องหมายไว้ หลังจากนั้นจึงวางหัวบนหมอน แล้วเอนตัวอยู่บนเก้าอี้ยาว ฉันถามท่านว่าทำไมท่านต้องลำบากในช่วงกลางคืนเช่นนี้ ในเมื่อท่านสามารถปลุกฉันขึ้นมาได้(เพื่อที่ฉันจะได้ช่วยท่าน) ท่านตอบกลับไปว่า เจ้ายังเด็กอยู่และจำเป็นต้องนอนให้เต็มอิ่ม และฉันก็ไม่ต้องการจะรบกวนเวลานอนของเจ้า
ความเอื้อเฝือเผื่อแผ่
อิมาม บุคอรีย์ถือว่าเป็นตัวอย่างอันดีงามในเรื่องความเอื้อเฝือเผื่อแผ่ ท่านหวังว่าสักวันหนึ่งจะบริจากให้ได้ 3.000 ดิรฮัมในหนึ่งวัน อัล วัรรอก กล่าวว่า อิมามบุคอรีย์มีรายได้ 500 ดิรฮัมต่อเดือนและเขาจะใช้จ่ายหมดไปกับนักเรียนของเขา
ความเกรงกลัวอัลลอฮ์
อิมาม บุคอรีย์เป็นบุคลที่มีความเคร่งครัดและจริยธรรมสูงส่ง ท่านเกรงกลัวอัลลอฮ์อย่างมากทั้งภายในและภายนอก ท่านจะคอยยับยั้งตัวเองจากการนินทาและระแวงสงสัยผู้อื่น และคอยระวังไม่ให้ก้าวก่ายสิทธิของผู้อื่น บักร์ อิบนุ มุนีรเล่าว่าอิมาม บุคอรีย์กล่าวว่า ฉันหวังว่าเมื่อใดที่ฉันได้พบกับพระผู้อภิบาลของฉัน พระองค์จะไม่ทรงคิดบัญชีกับฉัน เพราะฉันไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับการนินทา
อิมาม บุคอรีย์คอยระมัดระวังในการทำอิบาดะฮ์ของท่านให้มีความประณีตอยู่เสมอ ท่านจะละหมาดและถือศีลอดสุนัตอย่างมากมาย และจะท่องกุรอานทั้งหมดให้ลุล่วงเป็นประจำในเดือนรอมฎอน และท่องกุร อานสิบยุซอ์ในช่วงกลางคืน เขาไม่เคยคิดจะรังเกียจคนอื่นๆถึงแม้ว่าบุคคลนั้นจะกระทำไม่ดีต่อท่านก็ตาม อิมามบุคอรีย์จะขอดุอาให้อัลลอฮฺทรงยกโทษให้กับผู้ที่ประพฤติไม่ดีกับท่าน หากจำเป็นจะต้องมีการว่ากล่าวตักเตือนใครก็ตาม ท่านก็จะไม่ทำให้บุคคลนั้นต้องอับอายต่อหน้าสาธารณชน
การจากไปของเขา
อิมาม บุคอรีย์ตายในค่ำคืนของวันอิฎิล ฟิตรีอันเป็นค่ำคืนแรกของเดือนเชาวัลปีฮ.ศ. 56 ซึ่งอีกเพียง12 วันท่านก็จะมีอายุครบ 62 ปี ในค่ำคืนนั้นเองที่ดวงตะวันแห่งความรู้ คุณความดี ความจำเริญได้ดับลง บุคคลที่ความรู้และการปฏิบัติของเขาได้ส่องสว่างแก่ให้กับหัวใจและจิตใจของปัญญาชนจำนวนมากรวมทั้งผู้คนแห่งซามัรคาน บุคอรอ บัฆดาด และนัยซาปูร ขออัลลอฮ์ทรงตอบรับความอุตสาหะที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยและขอความเมตตาจากพระองค์ให้หลั่งไหลสู่ดวงวิญญาณของท่านด้วยเถิด อามีนยาร๊อบบัลอาละมีน!!

หมู(ในทัศนะอิสลามและวิทยาศาสตร์)


เรียบเรียงโดย นัชมุดดีน อัตตอฮีรี

ธรรมชาติของหมู
โดยธรรมชาติแล้ว หมูมีนิสัยขี้เกียจและหมกมุ่นอยู่กับเรื่องสืบพันธุ์ มันไม่ชอบ แสงอาทิตย์และเป็นสัตว์ขี้กลัว ยิ่งมีอายุมากมันจะยิ่งขี้เกียจมาก หมูจะกินแทบทุกสิ่ง ที่อยู่ข้างหน้ามันไม่ว่าสิ่งนั้นจะสกปรกโสโครกเพียงใด มันจะชอบที่สกปรกมากกว่าที่ สะอาด ชอบที่จะกินและนอนโดยไม่ชอบเดินไปไหนมาไหนมีนิสัยตะกละ ในบรรดาสัตว์ ทั้งหมด หมูจะเป็นแหล่งของตัวพยาธิที่เป็นพิษแหล่งใหญ่ที่สุด ดังนั้นเนื้อหมูจึงเป็นพาหะ ของโรคหลายอย่างมายังมนุษย์ ด้วยเหตุผลนี้เอง เนื้อหมูจึงไม่เหมาะสมที่จะนำมาบริโภค
ความเห็นของนายแพทย์จีนและนายแพทย์ชาติอื่นทั้งในอดีตและปัจจุบันเกี่ยว กับเนื้อหมู เมื่อพูดถึงเรื่องนิสัยการกินที่สะอาด ข้าพเจ้าขออนุญาตแนะนำความเห็นและ บทสรุปทางการแพทย์และบทสรุปของคนจีนและนักเขียนทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ให้ผู้อ่าน ได้รู้เพื่อเป็นข้อมูลประกอบถึงเรื่องการห้ามมุสลิมกินหมู

นิตยสารอายุวัฒนะของจีนที่มีชื่อเสียงเล่มหนึ่งชื่อ "หยันโฉวตัน" กล่าวว่า : "เมื่อใกล้ตายความกลัวจะเข้าไปยังหัวใจของหมูและลมหายใจสุดท้ายของสัตว์จะเข้า ไปยังน้ำดี เนื้อสัตว์ทุกชนิดเป็นอาหารบำรุงกำลังยกเว้นเนื้อหมู จงอย่ากินมัน"
จะเห็นว่ามีการอ้างถึงความกลัวและลมหายใจสุดท้ายของสัตว์ที่เข้าไปยังหัวใจ และน้ำดีของมันซึ่งเรื่องนี้อาจจะไม่เป็นที่ยอมรับได้สำหรับนักวิทยาศาสตร์ แต่มันจะ ต้องมีเหตุผลอะไรสักอย่างสำหรับการสรุปแบบห้วน ๆ นี้
ในสมัยราชวงศ์ถัง มีหมอคนหนึ่งชื่อ ซุนซีเหมา เคยถูกเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ใคร ๆ อยากจะเป็นกันแต่ท่านกลับปฏิเสธ หมอผู้นี้มีอายุยืนถึง 100 ปี และ เป็นนักอนามัยผู้ยิ่งใหญ่ในสมัยเมื่อสองพันปีที่ผ่านมา ท่านได้เขียนไว้ในหนังสือเรื่อง "เฉเฉนลู" (บันทึกแห่งสุขภาพ) ว่า :-
"เนื้อหมูอาจทำให้การป่วยไข้เก่า ๆ กลับคืนมาอีก มันนำไปสู่การเป็นหมัน โรคไขข้อ กระดูกอักเสบ และโรคหืด" หมอผู้นี้ได้ชี้ให้เห็นโรคอย่างน้อยทีสุดสามโรคและยังกล่าวถึงแนวโน้มของเนื้อหมู ที่จะเป็นสาเหตุทำให้โรคเก่ากลับมาอีก การค้นพบของท่านได้รับการยืนยันโดยนักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันแล้ว
หมอมีชื่อเสียงอีกท่านหนึ่งแห่งราชวงศ์หมิง ชื่อ หลีชีเฉน (ซึ่งเป็นซินแสด้านยา และเขียนตำราไว้กว่า 50 เล่ม) ได้ใช้เวลาตลอดชีวิตของท่านศึกษาเกี่ยวกับเรื่องยา ได้กล่าวเกี่ยวกับเนื้อหมูไว้ว่า :-
"หมูทางตอนใต้มีกลิ่นฉุนและมีน้ำมันเข้มข้น มันมีพิษภัยที่ก่อให้เกิดโรคมากมาย"
ถ้าหากไม่มีความเชื่อมั่นหลังจากการศึกษาอย่างหนักเกี่ยวกับพืชสมุนไพรและสิ่งที่กิน ได้นับพันชนิด หมอผู้ยิ่งใหญ่อย่างหลีชีเฉนก็คงไม่กล้าพูดว่าเนื้อหมูโดยทั่วไปเป็นอันตราย ต่อสุขภาพ ความเห็นและข้อสรุปทางการแพทย์เหล่านี้ถูกอ้างมาจากหนังสือเรื่อง "พิธีกรรมในอิสลาม" (The Rites in Islam) ซึ่งเขียนโดย เชค หวางไต้ยู่ นักการแพทย์สมัยใหม่ชื่อ ฉือฮุนหยู ได้เขียนไว้ในหนังสือเรื่อง "ปัญหาของการกินเนื้อสัตว์ เป็นอาหาร" (The Problem of Carnivorousness) ของเขาว่าการกินเนื้อหมูเป็น สาเหตุทำให้เกิดความจำเสื่อมและผมร่วง วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ก็ได้พบว่า เนื้อหมูเป็น
สาเหตุประการหนึ่งที่ทำให้ศีรษะล้านและความจำเสื่อม ซึ่งโรคทั้งสองนี้เป็นที่หวั่นกลัวของ คนหนุ่มและคนแก่คำพูดเช่นนี้สนับสนุนคำพูดเกี่ยวกับเรื่องหมูของคนในยุคโบราณโดย ทางอ้อม

โดยปกติเรามักจะเห็นคนขายหมูมีรูปร่างอ้วนฉุ แต่นั่นไม่จำเป็นต้องหมายถึงการ มีสุขภาพดีเสมอไป บางทีมันอาจจะเป็นของการติดต่อสัมผัสกับเนื้อหมูอย่างต่อเนื่องและ เป็นโรคที่เนื้อหมูนำมาก็ได้ ดร.เกลน เชฟฟาร์ด (Fr.Glen Shephard) ได้เขียนเกี่ยว กับเรื่องอันตรายของการกินเนื้อหมูไว้ในหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ ฉบับวันที่ 31 พฤษภาคม 1952 ไว้ว่า
"ประชาชนในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา 1 ใน 6 คนมีเชื้อจุลินทรีย์ในกล้าม เนื้อ-ทริโคโนซีส-จากการกินเนื้อหมูที่มีเชื้อพยาธิทริคินาหลายคนติดเชื้อโรค แต่ไม่มีอาการ คนส่วนใหญ่ที่ติดเชื้อนี้จะฟื้นจากอาการป่วยช้ามาก บางคนเสียชีวิต
บางคนกลายเป็นคนทุพพลภาพซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นคนกินเนื้อหมูอย่างไม่ระมัดระวัง"
"ไม่มีใครที่ปลอดพ้นจากเชื้อโรคนี้และก็ไม่มีวิธีการรักษา ไม่มียาปฏิชีวนะหรือยา และวัคซีนใด ๆ ที่สามารถจะมีผลต่อพยาธิมรณะตัวจิ๋วนี้ได้ ดังนั้น การป้องกันการ ติดเชื้อจึงเป็นคำตอบที่แท้จริง"

"พยาธิทริคินามีความยาวเมื่อเติบโตเต็มที่ประมาณ 1/8 นิ้ว และกว้างประมาณ 1/400 นิ้ว มีอายุยืนถึง 40 ปี มีสารห่อหุ้มตัวเป็นลักษณะแคปซูลกลมคล้ายลูกมะนาว อยู่ระหว่างเส้นใยกล้ามเนื้อ"
"เมื่อคุณกินเนื้อที่ติดเชื้อโรคเข้าไปสารที่ห่อหุ้มพยาธินี้จะถูกย่อยแต่ตัวพยาธิที่อยู่ภาย ในจะเติบโตเต็มที่และแต่ละตัวจะออกลูกประมาณ 1500 ตัว พยาธิเหล่านี้จะเข้าไปใน เลือดของคุณในเวลาหนึ่งหรือสองสัปดาห์หลังจากที่คุณกินพ่อแม่ของมันเข้าไป เนื่องจาก พยาธิสามารถรุกรานเข้าไปได้ในหลายส่วนของอวัยวะ ดังนั้น อาการของโรคนี้จะเหมือน กับโรคอื่น ๆ อีก 50 โรคซึ่งทำให้เป็นเรื่องยากในการวินิจฉัย" "วิธีการหมักเค็มและการรมควันธรรมดาไม่อาจที่จะฆ่าพยาธิเหล่านี้ และการ
ตรวจเนื้อของรัฐบาลที่สถานที่บรรจุหีบห่อหรือที่โรงฆ่าสัตว์ก็ไม่สามารถรู้ถึงเนื้อหมูที่ ติดโรคนี้ได้" โรคที่มีสาเหตุมาจากหมูและการกินเนื้อหมู เราขอทำความเข้าใจให้กับท่านเป็นที่กระจ่างก่อนว่าเนื้อของสัตว์ทุกชนิดหรือแม้ กระทั่งผักนั้นจะมีจุลินทรีย์ที่เป็นเชื้อโรคอยู่ด้วยกันทั้งนั้น แต่เนื้อหมูจะมีเชื้อจุลินทรีย์และ พยาธิที่มีเชื้อโรคอยู่มากที่สุด ในบรรดาเนื้อสัตว์ที่มนุษย์รู้จัก ยิ่งเราศึกษาเนื้อหมูมากขึ้น เราก็ยิ่งมีความกลัวมากขึ้น
ต่อไปนี้เป็นรายชื่อของจุลินทรีย์ที่เป็นเชื้อโรคและพยาธิที่พบในเนื้อหมูและโรคต่างๆ ที่มีสาเหตุมาจากมัน โรคต่าง ๆ เหล่านี้เป็นโรคที่ติดต่อและระบาดได้ง่ายในขณะทีบางโรค มีความรุนแรงอาจถึงตายได้ นี่เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่ายิ่งวิทยาศาสตร์มีความก้าวหน้ามากเท่าใดก็ยิ่งเป็นการ พิสูจน์เห็นถึงความถูกต้องของอิสลามมากขึ้นเท่านั้น
ชื่อพยาธิ
1. Fasciolopsis Buski (พยาธิใบไม้ลำไส้) Zlankester 1857 : Ocliver-1902) พยาธิเหล่านี้จะแผงตัวอยู่ในลำไส้เล็กของ หมู เป็นเวลานาน พยาธิเหล่านี้เมื่อออกจาก ตัวหมู ก็จะไปติดตัวทาก ซึ่งจะมาติดต่อกับ คนอีกทีหนึ่ง ส่วนใหญ่แล้วจะมีอยู่ในเมืองจีน
2. พยาธิตัวกลมพยาธิชนิดนี้มีความยาว 9-10 นิ้ว และได้ชื่อว่า "พยาธิท่องเที่ยว"เพราะมัน สามารถเคลื่อนที่ไปได้
ชื่อของโรคที่มีสาเหตุจากพยาธิ
1. 28% ของคนไข้ที่เข้ารับการรักษาใน โรงพยาบาลเฉาฮิง (จังหวัดเฉเกียงของจีน) และ5.5% ของคนไข้อื่น ๆ ที่ไปรับ การรักษาภายนอกโรงพยาบาลได้รับการ ติดเชื้อโรคคนไข้จะมีอาการผิดปกติในเรื่อง การ ย่อยอาหารและจะเป็นโรคท้องร่วง ต่อเนื่อง ร่างกายจะบวมเนื่องจากเนื้อเยื่อ ใต้ผิวหนังพองน้ำ
2. โรคปอดอักเสบ โรคหายใจขัด โรคดีซ่าน
หลังจากที่อ่านถ้อยคำของ ดร.เชฟฟาร์ด แล้ว เราสามารถสันนิษฐานได้ว่า
ไม่มีหลักประกันความปลอดภัยที่แท้จริงแม้แต่เมื่อตอนเรากินเนือ้หมูจึงเป็นการเอา
สุขภาพและชีวิตของเราเข้าไปเสี่ยงเหมือนกับการพนัน

"ทำไมอิสลามจึงห้ามกินหมู ?"


"ทำไมอิสลามจึงห้ามกินหมู ?"

คนทั่วไปมักจะสงสัยว่า "ทำไมอิสลามจึงห้ามกินหมู ?" และมักจะเข้าใจว่า เฉพาะคนมุสลิมเท่านั้นที่มีบทบัญญัติทางศาสนาห้ามกินหมู ทั้ง ๆ ที่ศาสนาคริสต์ ก็มีบทบัญญัติห้ามคนคริสเตียนกินเช่นกันและห้ามมาก่อนสมัยศาสดามุฮัมมัด เสียด้วยซ้ำ แต่ก็เป็นเรื่องแปลกที่ไม่ยักมีใครถามว่า
"ทำไมคัมภีร์ไบเบิลจึงห้ามกินหมู่ ?"
เมื่อบทบัญญัติห้ามกินหมูถูกประทานให้แก่มุสลิมในยุคต้น ๆ ผู้คนในยุคนั้น ไม่รู้เหตุผลหรอกว่าทำไมพระเจ้าจึงทรงห้ามเพราะผู้ศรัทธาในพระเจ้ายุคนั้นรู้แต่ เพียงว่าเขาเป็นมุสลิม และมุสลิมคือผู้นอบน้อมยอมจำนนต่อคำสั่งของพระเจ้าโดย สิ้นเชิงดังนั้น เมื่อพระเจ้าทรงบัญชาสิ่งใดพวกเขาก็ปฏิบัติตาม โดยไม่มีการตั้งคำ ถามว่า "ทำไม?" เพราะพวกเขารู้ดีว่าพระเจ้าทรงมีเหตุผลและทรงมีเจตนาดีต่อ พวกเขา แต่เหตุผลของพระองค์ในเวลานั้นเกินกว่าทีสติปัญญาของพวกเขาแต่เหตุผล ของพระองค์ในเวลานั้นเกินกว่าที่สติปัญญาของพวกเขาจะหยั่งรู้ได้ ดังนั้น การปฏิบัติ ตามด้วยความศรัทธาเพียงอย่างเดียวสำหรับพวกเขาก็ถือว่าเป็นการเพียงพอแล้ว สำหรับการเป็นมุสลิม
แต่เมื่อโลกวิวัฒนาการขึ้น การปฏิบัติตามศาสนาด้วยความศรัทธาทางจิตใจ เพียงอย่างเดียว ดูเหมือนจะไม่เพียงพอแล้วสำหรับมนุษย์ผู้มีวิวัฒนาการทางสติ ปัญญา มนุษย์ต้องการจะรู้เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังคำสั่งของพระเจ้าเพื่อประกอบกับ ความศรัทธาของเขา ดังนั้น เพื่อตอบสนองความต้องการทางสติปัญญาของมนุษย์ พระองค์จึงได้ประทานความรู้ความสามารถทางสติปัญญให้แก่มนุษย์เพื่อใช้ค้นคว้า หาคำตอบและเหตุผลด้วยสติปัญญาของเขาเอง
เพื่อที่จะปฏิบัติตามคำสอนของอิสลามในเรื่องนี้ มุสลิมจะต้องปฏิบัติตามในสิ่งที่ พระผู้เป็นเจ้าอนุมัติและงดเว้นในสิ่งที่พระองค์ห้ามทั้งนี้เพื่อที่จะได้รับความสะอาด บริสุทธิ์ทั้งทางด้านจิตวิญญาณและธรรมชาติแห่งความเป็นมนุษย์
การละเว้นจากการกินเนิ้อหมูในอิสลามมีเหตุผลหลายประการทั้งจากทัศนะของ
ศาสนาและทัศนะทางวิทยาศาสตร์
การรักษาอนามัยและการแสงหาความบริสุทธิ์ของธรรมชาติ การละเว้นจากการกินเนื้อหมูเป็นขั้นตอนหนึ่งซึ่งอิสลามกำหนดไว้เพื่อเป็นการ รักษาสุขภาพอนามัย และการได้รับความบริสุทธิ์ของธรรมชาติ

ฮาลาล(2)


อาหารที่ต้องห้ามจึงรวมอยู่ในประเภทใหญ่ ๆ สี่ประเภท โดยสามารถที่จะจำแนกรายละเอียดออกได้เป็นสิบประเภทดังนี้
ห้ามรับประทานซากสัตว์และเหตุผลของการห้าม

1. สิ่งแรกของอาหารต้องห้ามที่กุรอานกล่าวถึงเกี่ยวก็คือเนื้อของ “ซากสัตว์” นั่นคือสัตว์และ สัตว์ปีกที่ตายเองโดยไม่ได้ถูกฆ่าหรือถูกล่าโดยมนุษย์ เหตุผลที่ห้ามก็คือ - การกินเนื้อสัตว์ที่ตายเองเป็นสิ่งที่น่าขยะแขยงต่อความรู้สึกของคนทั่วไป - อัลเลาะห์มิทรงต้องการให้มนุษย์กินสิ่งที่เขามิดได้ตั้งใจหรือคิดที่จะกินดังในกรณีสัตว์ที่ตายเอง - ถ้าหากสัตว์ตายเอง มันก็อาจเป็นไปได้ว่ามันตายเพราะเหตุปัจจุบันทันด่วนหรือตายเพราะโรคระบาด ดังนั้นการกินเนื้อของมันจึงอาจเป็นอันตรายได้ - เป็นความเมตตาอย่างหนึ่งของอัลเลาะห์ที่จัดหาแหล่งอาหารไว้ให้แก่สัตว์และนกบาง ประเภทที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่มคล้ายกับมนุษย์ ความจริงอันนี้จะเห็นได้จากการที่ซากสัตว์ต่าง ๆ ที่ตายอยู่กลางแจ้งจะถูกสัตว์และนกหลายชนิดเข้ามาจิกกิน
การห้ามกินเลือด
2. ข้อห้ามประการที่สองก็คือเลือด
มีผู้ถามอิบนุ อับบาส เกี่ยวกับม้าม ท่านได้ตอบว่า “พวกท่านจงกินมันเถิด” พวกเขาได้กล่าวว่า “แต่มันเป็นเลือด” ท่านจึงตอบว่า “เพียงแต่เลือดที่ไหลเท่านั้นที่ถูกห้ามสำหรับพวกท่าน” เหตุผลสำหรับการห้ามกินเลือดก็คือ มันเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจต่อความรู้สึกของมนุษย์ และมันอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพด้วยเช่นกัน
เนื้อหมู
3. อาหารต้องห้ามประเภทที่สามก็คือ เนื้อหมู
เนื่องจากเนื้อหมูเป็นสัตว์ที่ชอบของสกปรกและสิ่งปฏิกูล ยิ่งไปกว่านั้นการค้นคว้าทางการแพทย์ได้แสดงให้เราเห็นว่าการกินเนื้อหมูนั้นเป็นอันตรายต่อสุขภาพในทุกสภาพอากาศ โดยเฉพาะในเขตอากาศร้อน นอกจากนี้แล้วการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ก็ได้แสดงให้เห็นว่าเนื้อหมูนั้นมีเชื้อโรคชนิดหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคสมองอักเสบ และยังมีพยาธิที่มีชื่อว่า ตัวจี๊ด (ทริไคนา) อยู่ด้วย
สัตว์ทีถูกพลีให้แก่ผู้อื่นนอกจากอัลเลาะห์
4. อาหารประเภทที่สี่คือ สัตว์ที่ถูกพลีให้แก่สิ่งอื่นจากอัลเลาะห์
ซึ่งหมายถึงสัตว์ที่ถูกเชือดโดยผู้เชือดกล่าวนามอื่นจากนามอัลเลาะห์ เหตุผลที่ห้ามสำหรับกรณีนี้ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความศรัทธาทั้งสิ้น เพื่อทำให้การปฏิบัติศาสนกิจบริสุทธิ์เพื่ออัลเลาะห์ และเพื่อต่อสู้กับการตั้งภาคีทุกรูปแบบ
ประเภทของซากสัตว์
ที่กล่าวมานั้นเป็นอาหารเนื้อสัตว์ต้องห้ามสี่ประเภทใหญ่ ๆ นอกจากนี้กุรอานยังให้รายละเอียดเกี่ยวกับ “ซากสัตว์” อีก 5 ประเภทดังนี้
5. ที่ถูกรัดคอตาย หมายถึงสัตว์ที่ถูกรัดคอตายด้วยเชือก หรือด้วยวิธีการอย่างใดที่ทำให้หายใจไม่ออก
6. ที่ถูกตีจนตาย หมายถึงสัตว์ที่ถูกตีด้วยของหนักหรือวัตถุใด ๆ จนตาย
7. ที่ตกมาตาย หมายถึงสัตว์ที่ตายเพราะตกจากที่สูงหรือตกลงไปในหุบเขา
8. ที่ถูกขวิดตาย หมายถึงสัตว์ที่ถูกสัตว์อื่นขวิดจนตาย
9. ที่ถูกสัตว์ป่ากิน หมายถึงสัตว์ที่ถูกสัตว์ป่ากัดและตายด้วยเหตุนั้น
เหตุผลของการห้ามอาหารเหล่านี้
อัลเลาะห์ผู้ทรงเมตตา ผู้ทรงปรีชาญาณ ต้องการที่จะสอนมนุษย์ให้มีความเมตตากรุณาต่อสัตว์ และป้องกันมิให้มันได้รับอันตราย มนุษย์จะต้องไม่ปล่อยปละละเลยจนสัตว์ถูกรัดคอ หรือผลัดตกมาจากที่สูง หรือต่อสู้กันจนถูกขวิด และจะต้องไม่ทรมานสัตว์ด้วยการเฆี่ยนตีอย่างรุนแรงเหมือนที่พวกรับจ้างเลี้ยวสัตว์ทำ หรือนำสัตว์มาต่อสู้กันจนตัวหนึ่งทำให้อีกตัวหนึ่งได้รับบาดเจ็บ หรือขวิดอีกตัวหนึ่งจนตาย
ส่วนเหตุผลที่ห้ามกินเนื้อสัตว์ที่ถูกสัตว์ป่ากัดกินนั้น เป็นการรักษาศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ไว้ คือมุสลิมจะต้องไม่ลดตัวลงไปกินซากของสัตว์ที่ถูกสัตว์ป่าจับมาเป็นเหยื่อ
สัตว์ที่ถูกเชือดบูชา
10. อาหารเนื้อสัตว์ต้องห้ามประเภทที่สิบ ก็คือสัตว์ที่ถูกเชือดบูชาเทวรูปต่างๆ ในยุคก่อนอิสลามนั้นเบื้องหน้าของเทวรูปจะมีแท่นบูชาตั้งอยู่ และพวกบูชาเทวรูปจะเชือดสัตว์บนแท่นหรือใกล้กับแท่นนี้เพื่อทำให้ตนได้ใกล้ชิดกับเทพเจ้าของพวกเขา
ปลาและตั๊กแตนไม่อยู่ในจำพวกซากสัตว์ที่ศาสนาห้าม
อิสลามได้ยกเว้นปลาและปลาวาฬ และสัตว์ทะเลอื่น ๆ ออกจากประเภท “ซากสัตว์” ที่ศาสนาห้าม. ขณะเมื่อท่านนบีมุฮัมมัด ซ.ล. ได้ถูกถามเกี่ยวกับทะเล ท่านได้ตอบว่า : “น้ำทะเลสะอาด และสัตว์ทะเลที่ตายนั้นฮาลาล” (เป็นที่อนุมัติ)
อัลเลาะห์ทรงกล่าวว่า : “การล่าสัตว์ทะเลเป็นที่อนุมัติแก่พวกท่านและอาหารของมัน “ (อัลมาอิดะห์ : 96)
ท่านอุมัรได้อธิบายคำว่า “การล่าสัตว์ทะเล” ในที่นี้หมายถึงสัตว์ทะเลทุกชนิดที่ถูกล่าว และ คำว่า “อาหารของมัน” หมายถึงสิ่งที่ทะเลคายออกมา ส่วนอิบนุ อับบาส กล่าวว่า “อาหารของมัน” ก็คือสัตว์ทะเลที่ตาย สัตว์จำพวกตั๊กแตนก็ได้รับการยกเว้นไม่เข้าอยู่ในอาหารประเภท “ซากสัตว์” ด้วย ท่านศาสดาได้อนุญาตให้กินสัตว์จำพวกตั๊กแตนที่ตายแล้ว
นอกจากเนื้อสัตว์ต้องห้ามที่กล่าวมาแล้วศาสนาอิสลามยังห้ามสุรา สิ่งที่ทำให้มึนเมาและทำให้ขาดสติทุกประเภท ไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ตาม และห้ามนำมาเป็นส่วนผสมในอาหาร
ในการปรุงอาหารวัตถุดิบที่จะนำมาปรุงอาหารจะต้องเป็นสิ่งที่สะอาดตามบัญญัติศาสนาจะต้องผ่านการล้างเอาสิ่งที่เป็นนะยิส (สิ่งที่ศาสนาถือว่าเป็นสิ่งสกปรก) ออกไป และผ่านกระบวนการปรุงที่สะอาดและที่ถูกต้อง ถ้าหากเป็นเนื้อสัตว์ต้องเป็นที่เชือดถูกต้องตามบัญญัติศาสนาและต้องผ่านการล้างอย่างถูกวิธีตามบัญญัติศาสนา
เนื้อหา : จากหนังสือฮาลาลและฮารอมในอิสลาม ของเชคยูซุฟ อัลกอรดอวี
แปลโดย : มุอฺมิน Oct 02, 2008 124.120.143.209 เรียบเรียงโดย (นัชมุดดีน ตอฮีรี)